ความเจ็บปวด คือ


ความเจ็บปวด คือ

นิยาม ของ ความเจ็บปวด

ความเจ็บปวด เป็น สิ่งใกล้ตัวของทุกคน
เราไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะเกิดขึ้น

ความรู้สึกเจ็บ อาจจะเกิดจากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น

และเรื่องราวเหล่านั้น อาจจะมีต้นเหตุมาจากหลายอย่าง ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน

ถ้าเราอยากมีความสุขมากขึ้น
เราต้องหาที่มาของความเจ็บปวด
เพราะมันเริ่มจากตรงนั้น

เมื่อเราเจอว่า เรากำลังเจ็บบปวดกับเรื่องอะไรอยู่
เราจะได้ตัดสินใจต่อไปได้ว่า
มันควรเป็น อดีต ไปแล้วไหม
มันอาจจะเป็นแค่ความเจ็บปวด ชั่วคราว
ที่ต้องผ่านไปหรือเปล่า?
อาจจะเป็นความจริงที่ต้อง ยอมรับ
และอยู่กับมันให้ได้
หรือ อาจจะเป็นสิ่งที่กำลังรอให้เรากลับมา แก้ไข ให้ดีขึ้น

ความเจ็บปวด คือ การที่ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นไปได้

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า ทุกอย่างเป็นไปได้

แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

ความฝันมีสองแบบ
แบบที่ เป็นจริงได้ กับแบบที่ ไม่มีทางเป็นจริง

สิ่งที่เป็นไปได้ คือสิ่งที่เราสามารถ ทำ ได้
เรารู้ว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร
เพราะมันพอมีหนทางที่เป็นไปได้ให้เรา ทำ

ส่วนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็มีอยู่มามาย เช่น
การเสนอโปรเจ็คครั้งแรก แล้วคิดว่าจะผ่านเลยโดยไม่ต้องแก้ไข
เริ่มต้นธุรกิจแรกแล้วประสบความสำเร็จ โดยไม่เจออุปสรรคอะไรเลย
ผอมโดยไม่ออกกำลังกาย ไม่ควบคุมอาหาร
ให้งานก้าวหน้า โดยไม่ต้องพยายามอะไร
แบบนี้เป็นไปไม่ได้ครับ

หลายครั้งที่ผมเจอคนที่บ่นด้วยอารมณ์ประมาณว่า
เกิดมาในครอบครัวไม่รวย ฉันทำไม่ได้หรอก
ต้องไปเกิดใหม่
อันนี้คือขี้เกียจครับ
เพราะคนที่รวยแล้วทำงานหนักมากๆ
ก็เป็นความจริงที่บางคนไม่ค่อยอยากฟังเอาเสียเลย

การที่เราอยากเปลี่ยนโชคชะตาโดยไม่ได้ทำอะไรเลย
หรือล้มเลิกไปเร็ว โดยไม่พยายามมากพอ
แล้วคาดหวังว่าสวรรค์จะนำสิ่งเหล่านี้มาให้เองหลังจากนี้
เป็นไปไม่ได้ ครับ

ความฝัน ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อปลูกในจินตนาการ แล้วคิดว่ามันจะเติบโตขึ้นมาเป็นความจริง
ความฝัน เป็นเหมือนเชื้อเพลิงให้คุณเติม แต่หากคุณไม่นำไปใช้ ไม่ว่าจะมียานพาหนะดีแค่ไหน มันก็จะอยู่ที่เดิม

ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปได้

เมื่อรู้ความจริงข้อนี้แล้วจะได้ไม่มีข้ออ้าง ถ้าเกิดบางอย่างไม่มีทางกลายเป็นจริง

อย่าล้มเลิกที่จะฝัน และคิดหาทางที่จะทำไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ
เพราะบางสิ่งอาจเป็นไปได้จริงๆ หากได้ลงมือทำมันเต็มที่อย่างแท้จริงเท่านั้น

ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้ หากคุณไม่ลงมือทำ
ถ้าหากคุณลองทำ อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง

แจ็ค หม่า

ความเจ็บปวด อาจนำไปสู่งสิ่งที่ดีกว่า

จะดูกี่ครั้งก็ไม่มีรายชื่อตัวเอง
ปลายปี 2008 ผมกำลังนั่งปาดน้ำตาตัวเองระหว่างการดูประกาศผลรายชื่อผู้สอบติดปริญญาโทมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา
กับลิสต์รายชื่อที่ไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น

มันไม่มีจริงดิ? คือสิ่งที่ผมย้ำซ้ำๆเพื่อถามตัวเอง

จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อเราพยายามขนาดนี้
เราพยายามแทบตาย มันเป็นไปไม่ได้หรอก

สิ่งที่ทำให้ทำใจยอมรับยากขึ้นไปอีก
ก็คือตอนที่รู้ว่าเพื่อนสนิทที่เราสัญญาจะเข้าเรียนด้วยกันอย่างมั่นเหมาะ
ไม่โทรมาหาตอนประกาศผล แต่เขากลับมีชื่ออยู่ในลิสต์นั้น

มิน่าละ มันถึงไม่โทรมา
ถึงแม้ความรู้สึกลึกๆจะยินดีกับเขา
แต่เราไม่อยากจะเชื่อจริงๆ

เราไม่ดีตรงไหน เราผิดตรงไหน???

เขาดีกว่าเราตรงไหน???

ทำไมไม่เลือกเราด้วย???
Author

ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีกมหาลัยหนึ่งก็ประกาศผลสอบว่าผมสมัครติด
แต่ไม่ได้ทำให้ดีเลยแม้แต่น้อย เพราะผมอยากได้อีกที่มากกว่า

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่เก่ง ความมั่นใจในตัวเองลดทันที คิดว่าตัวเราจริงๆคงทำได้แค่นี้แหละ

ก็คงต้องทำใจ เรียนในสิ่งที่ได้นี่แหละ ช่วยไม่ได้นี่ ก็พยายามที่สุดแล้ว

10 กว่าปี พอมองย้อนกลับไปแล้ว

ดีจริงๆที่ผมสอบติดอีกที่ เพราะตัวเองไม่ได้เหมาะกับที่แรกสักนิดเดียว

ผมได้รู้ความจริงว่า ตัวเองไม่ได้ชอบทำงานออกแบบผลิตภัรฑ์สุดโต่งขนาดนั้น กว่าจะรู้ก็ต้องเรียนจบและทำงานไปแล้วหลายปี สิ่งที่เรียนมาที่สองนั้น ตอบความเป็นตัวเองมากกว่าจริงๆครับ ทำให้รู้สึกโชคดีที่ได้เรียนจบที่นี่อย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้าจะให้เชื่อว่า
คุณอาจจะ โชคดี เมื่อไม่ได้สิ่งที่ อยากได้

ของแบบนี้ ถ้าใครมาบอกตอนเจ็บใหม่ๆ เราคงเชื่อไม่ลง

เวลาที่เราอยากได้อะไรมากๆ เราคิดว่ามันใช่
ถ้าใครมาบอกว่า เฮ้ย มันไม่เหมาะกับคุณหรอก
เราก็คงโมโหแน่นอน

จนกว่าจะรู้เองว่ามันไม่ใช่
ตอนที่ได้ลองทำมันแล้ว
หรือเมื่อเวลาผ่านไปแล้วจริงๆ

เวลาเราพยายามมากๆ แล้วไม่ได้อย่างที่หวัง
จงอย่าหยุดพยายาม เจ๋ง ต่อไป

สิ่งที่สำคัญคือ เวลาที่ผิดหวัง
จงอย่าท้อถอยกับสิ่งที่ยังมีอยู่ในมือ
เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า
ชีวิตมันจะนำพาเราไปที่ไหน

ความเจ็บปวด บางอย่างมันเป็นสัญญาณที่ดีครับ

โชคชะตากำลังทดสอบเรา
กำลังพาเราไปยังที่ใหม่ เราต้องลองให้โอกาสมันดู

ถ้าเจ็บก็ขอให้มันคุ้มค่าเจ็บด้วย

ดังนั้น เต็มที่กับมัน ทุกอย่าง
ผ่านทั้งวันและเวลา
ตั้งสติ ลองมันอีกสักครั้ง
และอีกสักครั้ง
ลองดูอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกว่าจะได้เจอสิ่งที่แล้ว ใช่เรา จริงๆ

ความเจ็บปวด ฝีมือไม่มี ของดีแค่ไหนก็ไม่ช่วย

ไอเดียที่ดี ถึงมันจะถูกเขียนลงบนกระดาษทิชชู่ มันก็ยังคงเป็นไอเดียที่ดีอยู่ดี

เรื่องของฝีมือ

ผมมีดินสอกด Montblanc StarWalker หนึ่งแท่งครับ

ซื้อมาเป็นรางวัลให้ตัวเองตอนทำงานได้ครบ 5 ปี
โดยให้มันทำหน้าที่เป็นดินสอนำโชค เสกมันเอาไว้ว่าถ้าไอเดียเกิดตีบตัน
หากมีมันแล้วล่ะก็ จะเสกไอเดียได้มากมาย จะงานไหนก็คิดออก คิดลื่นไม่มีติดขัด ซึ่งนี่เป็นเรื่องความมโนล้วนๆ

พอย้อนนึกดู วันแรกที่ทำงาน ผมไม่ได้มีดินสอกดสุดหรูนั่นอยู่ในมือ

ทั้งไม่มีเงินซื้อ และก็ไม่เคยคิดว่าจำเป็นต้องมีมันถึงจะมีงานดีๆได้
เลยซื้อของใช้ที่พอเหมาะพอตัว พอใช้ได้ และค่อยๆขยับขยายเรื่อยมา

อาจจะจริงที่เราต้องมีของที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้งานดีที่สุด
แต่วันที่เรามีฝีมือไม่ถึง ใช้มันไม่เป็น มันก็จะไม่มีประโยชน์เลย นอกจากดูสวยงาม

เมื่อเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ถ้าสิ่งที่ซื้อมันไม่ช่วยให้เราหางาน หาเงิน และไม่ได้ช่วยให้เราเก่งขึ้นมาได้ เก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นน่าจะดีกว่าครับ

เวลาที่คุณเริ่มทำอะไรสักอย่าง ลองลงทุนด้วยเงินก้อนแรกเล็กๆ พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยเอากำไรมาซื้อของ ค่อยๆต่อยอดมัน แล้วของทุกชิ้นจะมีค่า เพราะมันคือผลผลิตจากงานที่เราทำมา มาจากน้ำพักน้ำแรงที่เราหามา นอกจากจะโตขึ้นในด้านของฝีมือแล้ว ความมั่นใจก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วยพร้อมกับความภาคภูมิใจในตัวเอง

และเมื่อพูดถึงคำว่า อุปกรณ์ จะซื้อเท่าไรก็คงไม่พอ ซื้อดีแค่ไหน ใหม่สุดแค่ไหนก็ไม่พอ เพราะของออกมาใหม่ทุกวัน เราไม่มีทางตามมันทันได้เลย

สำคัญที่สุดคือ ความสามารถ ที่คู่ควรกับสิ่งของ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ถ่ายรูปไม่เก่ง และนี่ก็คือความจริง
ถึงจะให้ใช้ Leica ถ่ายก็คงไม่สวย เพราะคนถ่ายรูปสวย เขาใช้มือถือธรรมดา จะอย่างไรก็ยังถ่ายสวย

อย่าคิดว่าตอนเริ่มต้นต้องมีพร้อมทุกอย่าง ของต้องดีถึงจะเริ่มทำงานดีๆได้ มันไม่จริงเลยครับ

คุณอาจจะแค่กำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองใช้จ่ายเท่านั้น

ในทางกลับกัน ความสามารถของเราสิ ยิ่งลงมือทำยิ่งเก่งขึ้น

หลายคนล้มเลิกไปทั้งที่ยังไม่ทันได้พิสูจน์อะไรเลย
หยุดมันทั้งๆที่อ้างว่าไม่มีของใช้ ไม่มีนู่นนี่

ความจริงก็คือ ถึงจะมีอุปกรณ์พร้อมเต็มมือ ก็หยุดได้เหมือนกัน ถ้ามันไม่ใช่เรา

ผมเข้าใจตรงนี้เพราะเคยคิดว่าตัวเองชอบตัดผม
ผมเคยเก็บเงินซื้อกรรไกรแพง เครื่องเป่าผมที่ดีที่สุด อุปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว

เพียงเพื่อเอาไปเริ่มเรียนตัดผม

สุดท้ายมันไม่ใช่เรา ก็ต้องทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับ น่าเสียดายจริงๆครับ

ผมชอบหนังสือ ชีวิตผิดได้ ของพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์มากครับ แนะนำให้ทุกคนอ่านจากใจจริง

ในตอนหนุ่งพี่ตุ้มเล่าเกี่ยวกับ น้องพี เด็กชายที่ออกรายการ ซุเปอร์จิ๋ว น้องเขาสามารถเตะบอลชนครได้ติดกันสามครั้ง ซึ่งมันเป็นเรื่อองที่ยากมาก แต่น้องพีฝึกฝนเป็นปีๆเพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองให้โค้ชเห็นว่า ตัวเขามีความสามารถพอที่จะได้ฝึกซ้อมฟุตบอลร่วมกับพี่ๆรุ้นโตด้วย

ซึ่งในรายการ สิ่งที่น้องพีขอเป็น ของขวัญ จากทางรายการหากทำสำเร็จคือ ลูกฟุตบอล สองลูก จะได้มีเป็นของตัวเองไปซ้อมกับน้องชายที่บ้านเสียที

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้โชว์ความสามารถที่ฝึกซ้อมมาอย่างยาวนาน สุดท้ายน้องพีก็ไ้ด้ลูกฟุตบอลสองลูกกลับไปซ้อมที่บ้านสมใจ

แต่ไม่ใช่แค่นั้น

ความพยายามที่ฉายแสงออกมา ทำให้ผู้คนที่พบเห็นประทับใจและอยากสนับสนุนน้องพีของเรา เขาได้ลูกฟุตบอลกลับบ้านไปอีกตะกร้าใหญ่ รวมไปถึงรองเท้าฟุตบอลคู่ใหม่เอี่ยมจากคณะกรรมการอีกด้วย

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของเด็กที่มีความพยายาม ตั้งแต่ยังไม่มีของใช้เป็นของตัวเอง
ใช้การฝึกฝน จนมีคนช่วยสนับสนุน น้องเขาต้องพิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่การตื๊อโค้ชของเขาจนมาถึงวันที่ได้ออกรายการ

และเมื่อพยายามมากพอจนเปล่งประกาย ของใช้ที่เหมาะสมก็จะมาเอง

มีแค่ไหนก็ลองฝึกตัวเองดูครับ

สักตั้งกับ ของที่มีอยู่ในตัวเอง ปล่อยพลังออกมา

เพราะถ้าชอบมันจริงๆ คุณจะทำมันอยู่ดี มีแค่ไหนก็จะทำ

ความเจ็บปวด ความไว้ใจซื้อไม่ได้

ใครบ้างไม่เคยโกหก

แต่ก็พยายามอย่าโกหกบ่อยเลยครับ

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะรักษาไว้ให้ดีที่สุดทั้งชีวิต คือ เครดิตความน่าเชื่อถือ ของตัวเรา เพราะเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก แต่ถูกทำลายได้ง่ายมากๆ โกหก 1 ที ความน่าเชื่อถือก็อาจจะค่อยๆลางหายไป

เครดิตของเรามันเหมือนเป็นการยกระดับให้ตัวเอง แม้จะมองไม่เห็นแต่มันมีหน้าที่ส่งสาส์นให้คนที่ได้ยินว่าชื่อนี้เป็นที่ไว้ใจเชื่อถือได้แค่ไหน เหมือนกับที่เราซื้อของยี่ห้อดังต่างๆ ก็เพราะเครดิตเขาดี เราจึงซื้อมาด้วยความเชื่อใจแบบไม่คิดมาก

สำหรับบุคคลก็เช่นกัน ถ้าเป็นที่เชื่อถือเมื่อไรล่ะก็ เขาก็จะมีคนไว้ใจให้สิทธิพิเศษในแบบที่คนทั่วไปไม่อาจได้มาง่ายๆเลยทีเดียว (ตัวอย่างชัดๆ น่าจะเป็นเรื่องเงินกู้ครับ กู้แล้วคืน เครดิตดี ก็จะได้สิทธิ์กู้ต่อไป ประมาณนี้)

ซึ่ง ความไว้ใจ ต้องใช้ เวลา
สิ่งที่มีค่ามากที่สุดบนโลกใบนี้ที่ซื้อไม่ได้เช่นเดียวกัน

ผมเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างตรง และใช้ชีวิตตามความรู้สึก
เวลาที่เจออะไรที่ผิดจากความเชื่อตัวเอง หรือขัดศรัทธาที่เรามีอยู่ เช่น การหลอกลวง ทั้งการร่วมงานกัน หรือการมีส่วนร่วมในการหลอกลวงคนอื่น ผมจะรับไม่ค่อยได้ ไม่ชอบ ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยเพราะไม่อยากทำเรื่องไม่ดี และไม่อยากให้เครดิตของตัวเองต้องเสียไปด้วย ถึงจะได้เงินก็ไม่เอาครับ

จากความรู้สึกนี้ ผมก็เลยอยากร่วมงานเฉพาะกับคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ซื่อสัตย์ จริงใจ ให้คุณค่าที่แท้จริงกับตัวเองและคนอื่น แล้วเราก็จะทำงานด้วยกันต่อไปได้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหน มันก็คุ้มค่า

งานออกแบบของผมทำให้พบเจอผู้คนมากมาย
ซึ่งตัวผมเองก็จะเจอผู้ประกอบการแตกต่างกันไป ขึ้นชื่อว่างาน ที่ไหนก็มีปัญหา แต่ปัญหาที่ผมรับไม่ได้จริงๆก็คือการถูกหลอก เพราะพอเรารู้ว่าเขาไม่จริงใจกับเรา จะให้ไปต่อด้วยกันก็คงไม่ไหว

ยกตัวอย่างแบรนด์หนึ่งในบริษัทที่ผมทำงานเกินจากที่ตกลงชำระเงินพอเรียกเก็บเงินก็บ่ายเบี่ยงแต่บอกว่าจะมีงานใหม่ให้ทำ ทั้งที่โปรเจกนั้นสุดท้ายก็ไม่ได้มีอยู่จริง พอรู้เข้า ผมก็เสนอว่าจะไม่รับเงินแต่จะไม่ทำงานให้แล้ว เหตุผลเพราะผมไม่สบายใจ

ที่จะทำงานร่วมกันครับ แม้เขาติดต่อกลับมาหลายครั้ง แต่ในกรณีนี้ขอถอนตัวดีกว่า เพราะหมดความเชื่อใจ กับผู้ประกอบการเจ้านี้ไม่อยากเสียเวลาด้วยอีก

ผมเชื่อว่าธุรกิจและตัวเราควรจะโปร่งใส เชื่อถือได้ ถ้าหากติดขัดปัญหาอะไรก็บอกกันตรงๆ ไม่ต้องหลอก เพราะด้วยความจริง เราจะสามารถหาทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ แต่ถ้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราจะจับจุดปัญหาไม่ถูก ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร

คำพูดของเราจะมีความหมายหรือไม่ ก็อยู่ที่เครดิตความน่าเชื่อถือของเราครับ

การโกหกมีหลายรูปแบบ มีการโกหกแบบที่ดีและแบบที่ไม่ดี แต่ถ้ามันจะทำลายเครดิตของเราก็อย่าเสี่ยงเลยครับ

เพราะถ้าถูกจับได้ครั้งหนึ่งว่าโกหก จะบอกว่าดีขึ้นแค่ไหน ก็ไม่ค่อยน่าเชื่อแล้ว

อย่าให้เวลาชีวิตเราเสียเปล่า จงสร้างเครดิตที่ดีที่น่าเชื่อถือขึ้นมากจากความ ซื่อสัตย์

คำสั้นๆคำนี้ ที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตรักษามันครับ

ความเจ็บปวด-คือ

ความเจ็บปวด คุณห้ามความคิดของคนอื่นไม่ได้

คุณห้ามความคิด และคำพูดของใครไม่ได้เลย
แย่ ก็โดนด่า
ดี ก็โดนว่าได้อีก

จริงไม่จริง?

แต่แล้วเราเองก็ใช้เวลาเยอะแยะมากมายหมดไปกับคำถามที่ว่า

คนอ่นเขาจะคิดยังไงนะ

ถ้าเราไปไม่รอดกับสิ่งที่ทำอยู่
ถ้าจะต้องเลิกกับใครสักคน
ถ้าจะต้องเรียนซ้ำชั้น
ถ้าผมทำได้แค่นี้

การใช้ชีวิตหวาดกลัวด้วยคำถามเหล่านี้
ไม่เคยทำให้เรามีความสุขได้เลย

แล้วมันก็เสียเวลามากๆ

ความจริงก็คือ เขาอาจจะพูดเรื่องคุณหรือไม่พูดเลยก็ได้

ความจริงอาจจะเป็นว่า เขาไม่ได้สนใจคุณเลยด้วยซ้ำหรือเขาอาจจะว่าคุณเพื่อกลบเกลื่อนความผิดหวังของตัวเอง มันเป็นไปได้หมด

แต่มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเราเลยที่จะไปเสียเวลาคิดว่าเขาจะคิดอะไรกับเรา ถ้าพวกเขาไม่ใช่คนที่เราแคร์เลย ยิ่งไม่สมควรเสียเวลาเข้าไปใหญ่

ตราบใดที่เราไม่ทำให้ตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวมเดือดร้อนก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไรนี่ครับ

เราเลือกของเราเองและก็รับผิดชอบกับความจริงปัจจุบัน อันเป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เลือกมาแบบนี้แหละครับ

ผมไม่ค่อยใส่ใจใครเท่าไหร่ กับคนที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เขาจะพูดอะไรก็ช่างเขาเลย

ถ้าหากสิ่งที่เขาพูดไม่ได้เกิดจากความหวังดี พูดทิ่มแทงใจเล่น ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น หรือไม่รู้จะพูดเพื่ออะไร ก็อย่าไปสนใจเลยครับ

จงปลดปล่อย คำบางคำ ในหัว ที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

ปล่อยความคิดหนักๆเหล่านี้ทิ้งไป ให้เราได้โบยบิน

ความเจ็บปวด

ความเจ็บปวด เราจะพยายามเป็นคนอื่นอยู่ก็ได้

เมื่อคุณเริ่มทำอะไรสำเร็จสักอย่าง และประสบความสำเร็จขึ้นไปเรื่อยๆ

คุณก็จะเจอกับบุคคลที่ High ขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งผู้คนเหล่านั้นก็ดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้คุณอยากที่จะเก่ง และประสบความสำเร็จขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

ดูดี ดูเจ๋ง ขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อที่จะได้คุย กับพวกเขาได้เรื่อยๆ เพื่อที่จะได้เล่าให้พวกเขาฟังเรื่อยๆ ซึ่งมันก็ฟังแล้วดูดีมากเลย แล้วมันจะไม่ดีได้อย่างไร ในเมื่อเราดีขึ้นเรื่อยๆนี่

แต่เป็นไปได้ไหม

ที่บางที คุณอาจจะกำลังวิ่งตามหาสิ่งที่จะไป เล่าให้คนอื่นฟัง ก็แค่นั้น
บางทีความสุข ความสำเร็จ ของเรา มันอาจจะง่ายกว่านั้นก็ได้

มันอาจจะธรรมดามากๆ จนเล่าให้ใครฟัง มันก็อาจจะไม่ว้าว เพราะมันโคตรธรรมดา ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรเลย เช่น

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ทำอะไร ใช้เวลาสงบอยู่กับครอบครัว นั่งจิบชากาแฟ สบายๆ ทำอาหารกินง่ายๆ อ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน สำหรับบางคน นี่คือความหรูหราหายากแล้วนะ แต่มันฟังดูขี้เกียจอ่ะ ไปเล่าให้ใครฟัง หรือจะขึ้น status มันก็ดูไม่คูลเอาเสียเลย

บางทีคุณอาจจะคิดว่าชีวิตมันง่ายไปหรือเปล่า ที่ชอบอะไรที่เรียบง่าย ธรรมดา

ถามตัวเองบ่อยๆ ถ้าไม่ต้องมานั่งอวดใคร จะทำสิ่งที่ทำอยู่ทำไม หรือเราแค่อยากให้ใครสักคนชมว่า เราเก่ง

เชื่อเถอะ ผมเคยผ่านความรู้สึกแบบนั้นมาแล้ว ความรู้สึกที่อยากเป็นนักเรียนเกรด A อยากให้เขาชมว่าเราเก่ง ให้เขาทึ่งว่าเราทำได้อย่างไร โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวเองเลย

หลังจากพยายามเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะอยากดูดีในสายตาคนอื่น ก็เกิดความละอายครับ เพราะตัวเองเป็นคนที่พร่ำบอกให้คนอื่น เป็น ตัวของตัวเอง แท้ๆ แต่ผมกลับติดกับดักสิ่งนี้เข้าเต็มๆ

จนได้เจอกับ โมเมนต์ ให้ตัวเองตื่น

หลังจากที่ต้องกินยาพาราแก้ปวดหัวแทบทุกวัน นั่งซึมหลายครั้ง เครียดกับการเฟ้นหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายก็แย่ลงเรื่อยๆ

จนถึงจุดที่ผมตื่นขึ้น รู้ว่ามันต้องหยุด แล้วคิด คิดเยอะมากๆ ว่าความจริง เราเป็นคนแบบไหน เราชอบทำอะไร เราเชื่อในสิ่งไหน เราทำอะไรได้ดี เรามีความสุขกับการทำอะไร แล้วที่สำคัญ เราอยากได้คำชมไปเพื่ออะไร

ทั้งคำชม คำเยินยอ เสียงปรบมือเหล่านั้น มันทำให้รู้สึกดีนะ แต่มันทำให้เรามีความสุขจริงเหรอ

ชีวิตเรา จำเป็นต้องมีสิ่งนี้เหรอ หรือ ก็แค่วางลง ทุกอย่างที่มันไม่ใช่เรา ทั้งสายตาและความคาดหวังจากคนอื่น ทำให้ได้เจอกับความจริงที่ว่า ผมชอบอยุ่แบบธรรมดา แบบน่าเบื่อนี่แหละ ของจริง!

ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ที่เป็นคนตั้งใจทำงาเกือบทุกวัน มีไฟบ้าง ขี้เกียจบ้าง ว่างก็ดูหนัง เดินเล่น ซื้อของ อ่านหนังสือ กินขนม ออกกำลังกาย เก็บเงิน ท่องเที่ยว อยู่กับครอบครัว ทีมงาน เพื่อน อยากทำงานดีๆ มีแค่นี้เอง

ความสุขของผมไม่ต้องลงข่าว ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้มากมาย แค่คนใกล้ได้เห็นได้อยู่กับเรา ลูกค้าชอบงานของเรา มันคือความสุขที่เติมเต็มในรูปแบบของเราแล้ว

ผมเชื่อว่า เรา กับ คนที่เรา แคร์ ให้พลังซึ่งกันและกัน เมื่อเรามีความสุขมากพอ ก็จะทำให้คนรอบตัวเรามีความสุขได้ และเมื่อพวกเขามีความสุข ผมก็จะมีความสุขเช่นกัน หากเราปราศจากพวกเขา ก็จะไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงไปทำไม

มันก็เลยทำให้ตัดสินใจกับการใช้ชีวิตง่ายขึ้น คือตัดสิ่งที่ไม่สำคัญอออกไป แล้วโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ใครจะว่าอะไรช่างเขา แต่นี่คือสิ่งที่เราเลือกแล้ว

การได้รู้ความจริงว่าเราทำสิ่งที่ทำอยู่เพื่ออะไร ได้ฉุกคิดแม้แต่นิดเดียวว่า มันจำเป็นสำหรับเราจริงไหม มันมีวิธีอื่นบ้างไห ให้เราได้มาในสิ่งเราต้องการ แล้วพอใจกับมัน โดยไม่ต้องแคร์เสียงคนรอบข้างมากกว่าเสียงของตัวเอง

ผมเชื่อว่าวิถีการใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปจากคำถามเหล่านี้ เพราะเวลาทุกนาทีมันจะถูกใช้ไปแต่เรื่องที่เราคิดว่ามีค่าสำหรับเราจริงๆเท่านั้น

เพราะเราจะได้เป็น ตัวเอง โดยไม่พยายามเป็นคนอื่น อีกต่อไป และถึงมันจะเล็ก จะใหญ่อย่างไรก็เป็นเรื่องที่เราเลือกเอง

ความเจ็บปวด คุณไม่สามารถเป็นตัวเองได้ตลอดเวลา

พูดถึงบทบาทหน้าที่ บางครั้งการเข้าสังคมก็อาจจะทำให้คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เพราะในบางสังคมนั้น สิ่งที่คุณเป็นจริงๆ ก็อาจไม่ได้เป็นที่ต้องการ หรือคุณอาจจะเป็นแบบนั้นที่นั่นไม่ได้ ทำให้คุณต้องพยายามเป็นแบบเขาหรืออยู่ในมาตรฐานกฏเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้

คำถามก็คือ คุณจำเป็นที่จะต้องอยู่ตรงนั้นไหม

ถ้าจำเป็น แปลว่ามันต้องมีเหตุผลให้คุณทำ ดังนั้น ฝืนไปเถอะ แต่ต้องรู้ตัวว่า เราทำไปเพื่ออะไร

คนเรามีหลายบทบาทอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว บางทีความจริงที่เป็น ก็ทำให้เราต้องฝืน แต่การได้รู้ว่าเราทำอะไรไปเพื่ออะไร มันจะทำให้รู้สึกแย่น้อยลง แล้วเราจะมีพลังที่จะสู้ต่อไปมากยิ่งขึ้น เพราะเราจะมีเป้าหมายว่า เรามาเพื่อทำสิ่งนี้ ที่นี้

ถ้าคุณจะไปเข้าสังคมเพื่อยกระดับตัวเอง อย่าไปคิดว่าคนเหล่านั้นจะรักคุณในแบบที่คุณเป็น เพราะคุณคงเป็นตัวเองได้ไม่เต็ม 100% อยู่ดี หรือ

ถึงคุณจะเป็นคนใจดีแค่ไหน แต่หากคุณเป็นอาจารย์ การที่นักเรียนไม่ส่งงาน คุณก็จะต้องทำโทษ เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ

คนเรามีบทบาทที่แตกต่างกัน จะให้เป็นตัวเองตลอดเวลาไม่ได้เหรอกครับ

สิ่งที่คุณสามารถทำได้คือใส่ความเป็นตัวเองส่วนหนึ่งเข้าไปในบทบาทต่างๆ ให้มันเป็นสไตล์ และเป็นเสน่ห์แบบนั้นจะดีกว่าครับ

ชาร์จพลัง ตัวเองเสมอ โดยการหา หลุมหลบภัย ในแบบของคุณ

ในวันที่สังคมคาดหวังกับตัวคุณ ไม่ว่าจะบทบาทไหนก็ตาม มันเป็นเรื่องที่หนัก แต่ขอให้เราได้พักบ้างก็พอครับ

ความเจ็บปวด ทนไปเพื่ออะไร

สตีฟ จ็อบส์ นั้นโด่งดังมากในเรื่องของการสร้าง Reality Distorting หรือการบิดเบือนความเป็นจริง โดยพูดถึงสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริง และหลายๆครั้ง เขาก็สร้างนวัตกรรมขึ้นมาจนสำเร็จจากมุมมองนั้น

ผมเองก็เชื่อในเรื่องของการทำสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง เพราะจะเจออยู่เสมอๆ ตอนทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของเวลาและงบประมาณที่จำกัด งานส่วนใหญ่ก็มักจะมากับความคาดหวังในหลายๆรูปแบบซึ่ง ความเป็นไปไม่ได้ นั้น ก็จะเป็นทั้ง แรงส่ง ให้เราไปต่อ และในขณะเดียวกันก็ยังเป็น แรงผลัก เราออกด้วย

มันสามารถทำให้เราหยุดคิด แล้วถอยออกมาได้ด้วยเหมือนกัน

ทำไมถึงถอยออกมา

เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่ต้องการสิ่งนั้นจริงๆก็ได้ ด้วยเหตุผลทั้งร่างกายและความคิด เราอาจจะไม่เชื่อในสิ่งนั้นแล้ว มันอาจจะมีบางอย่างผิดปกติ หรือร่างกายเราอาจจะไปต่อไม่ไหวแล้ว

คุณต้องมีเหตุผลสำคัญจริงๆในการอยากได้ในสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้และด้วยแรงฮึดนั้นจะทำให้เราทำได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องของอะไรที่ เป็นไปได้จริง หรือ เป็นไปไม่ได้ นั้นตอบยากมากๆ เพราะมันเป็นผลรวมของหลายอย่าง ทั้งเคมีในร่างกาย ความสามารถทางด้านกำลังกาย กำลังสมอง เยอะแยะไปหมด และมันจะนำมาสู่คำถามในเรื่องของ

การสำรวจความจริงของตัวเอง

คุณเคยลองสำรวจตัวเองดูไหม ว่าสามารถทำงานได้โดยไม่นอน เป็นเวลากี่ชั่วโมง

สมัยผมทำธีสิส เคยอดนอนได้สูงสุด 4 วันเต็ม ตอนนั้นแทบแย่ครับ

คือถ้าไม่ต้องส่งจริงๆ คงนอนลงไปแล้ว แต่ด้วยความจำเป็น อยู่ดีๆก็มีแรงฮึดมาจากไหนไม่รู้ ให้ผมสามารถทำงานที่แทบเป็นไปไม่ได้สำเร็จภายในเวลาที่จำกัด

การทำงานโดยไม่หลับไม่นอนเลยนี้ ทำได้ครับ เป็นเรื่องที่ทำได้จริง

แต่ควรทำตลอดไหม นี่เป็นเรื่องที่ต้องคิด

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมก็ชอบทำงานหามรุ่งหามค่ำเพราะเราเองก็เชื่อในการทำงานหนัก แบบ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง Apple เขาก็เริ่มต้นจากการไม่มีอะไร และได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้คนทั้งโลกได้รู้จัก

การทำงานหนัก คือสิ่งที่เขาทำมาตลอด ด้วย ความรัก และ ความหลงใหล ในงานที่ทำอยู่ ทั้งการทำงานหนัก และ ความหลงใหล ก็เป็นสิ่งที่ผมก็พอมี เหมือนกัน

ดังนั้น ความเชื่อ แบบนี้ ทำให้ผมเต็มที่กับมันทุกเรื่อง

การเต็มที่กับ ทุกอย่าง ทุกเวลา เลยพ่วงมากับความคิดที่ว่า เวลาหลับ คือเวลาที่สูญเสีย และ เวลาพักผ่อน คือการเดินถอยหลังในขณะที่คนอื่นกำลังวิ่งไปข้างหน้า

ดังนั้น เราจึงนอนให้น้อยที่สุด และเที่ยวให้น้อยที่สุด

ผมเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมออยู่แล้ว ด้วยความคิดที่ว่าตัวเองก็แข็งอรงพอใช้ได้ ก็ลุยมันไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ร่างกายผมก็ พัง หลังจากนั่งทำงานทั้งวันเป็นเวลาหลายชั่วโมง ตอนนั้นผมยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลย สดชื่นมากๆ แต่เดี๋ยวจะมีเดตกับแฟน ก็ต้องพักแป๊บ

พอลุกขึ้นยืนแล้วก็ กลับขยับไปไหนไม่ได้เลย มันแค่ลุกยืนแล้วก็ เดินไม่ได้

ผมก็เลยพยายามเอียงตัวลงไปกับพื้น คิดว่าตะคริวขะขึ้น ก็เลยพยายามยืดเส้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมต้องเข้าโรงพยาบาล

ถ้าการทำงานหนักทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันที่ต้องการมากขึ้น มันก็มีเหตุผลมากพอที่จะให้คุณสู้ต่อไป ถ้ามันคุ้มค่าก็ลุย

แต่หากความฝัน จริงๆ ไม่ได้ใหญ่มาก หากมันไม่จำเป็นต้องหักโหมขนาดนั้น ก็ลองถอยมาดูก่อนครับ

ลองสำรวจตัวเองดูครับว่า ที่ทำอยู่ ทำไปเพื่ออะไร

ความสุขของเราจริงๆ คืออะไร

ลิมิตของเรามีอยู่แค่ไหน

ถ้าจะเลือกที่จะทน ทนไปเพื่ออะไร

เรื่องราวแรงบัยดาลใจของคนใหญ่ ถ้ามันเป็นความฝันของคุณจริงๆก็ลุยให้เต็มที่ แต่อย่าลืมดูลิมิตร่างกายของตัวเองด้วยนะครับ

ทนไปเพื่ออะไร

อย่าปล่อยให้นึกได้ในวันที่สายเกินไปแล้วครับ

เราต้องรู้ว่าเมื่อไรเราควรจะสู้ และเมื่อไหร่เราควรไปพัก สนามไหนเหมาะกับการลงไปสู้ และสนามไหนไม่เหมาะกับเรา


Like it? Share with your friends!

What's Your Reaction?

hate hate
0
hate
confused confused
0
confused
fail fail
0
fail
fun fun
0
fun
geeky geeky
0
geeky
love love
0
love
lol lol
0
lol
omg omg
0
omg
win win
0
win

Comments

comments

0 Comments

Your email address will not be published. Required fields are marked *