คำตอบ


คำตอบ

คำตอบ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีคำถามก่อน แต่คำถามที่เราอยากถามนั้น ต้องหัดถามให้เป็น เพื่อที่จะได้ คำตอบ ที่ชัดเจน แน่วแน่ และดีงาม ความไม่รู้คือสิ่งที่สวยงาม เพราะมันจะเป็น แรงบันดาลใจ ให้เรา พัฒนาตัวเอง ไปในจุดหมายที่เราต้องการรู้ รับ หรือ เข้าใจ อย่างถ่องแท้ครับ

สารบัญ

ทุกวันเราตื่น แล้วลุกขึ้นยืนอย่างมีระบบ

คำตอบ คืออะไร

หากถามว่าอะไรคือคำตอบของชีวิต คำตอบ คือ ความสุข ความรัก ความปลอดภัย หรือความอะไรก็แล้วแต่ ล้วนไม่ยั่งยืนทั้งสิ้น เนื่องจากคำถามนั้นกว้างใหญ่เกินไป เราควรที่จะบีบคำถามให้แคบลง ตีกรอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • คำตอบ ของข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษวันนี้คืออะไร
  • คำตอบ ของคำถามที่เพื่อนถามเมื่อวานในห้องเรียนคืออะไร
  • คำตอบ ของคำถามที่ถามแฟนว่าอยากคบกับเราไหมคืออะไร
  • คำตอบ ของคำถามที่ถามมหาวิทยาลัยว่าจะรับเราเข้าเรียนไหม

คำถามพวกนี้ต่างหากที่น่าตอบ เพราะ คำตอบ ถึงแม้จะดีหรือร้ายขนาดไหน ก็ยังมีความชัดเจน และทำให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างราบรื่น มั่นคง และมั่งคั่งได้

คำถามที่ตอบยาก

เราเดินเข้าห้องน้ำบีบยาสีฟันลงบนแปรงตัวเองอย่างอัตโนมัติ โดยไม่ต้องคิดอะไร เพราะทำมันทุกวัน

แต่ถ้าวันนั้น ยาสีฟันหมด

หากไม่มีสต็อกเก็บไว้ เราก็จะถามตัวเองอย่างรวดเร็วว่า “จะขอใครดี” “จะซื้อที่ไหน” และจะได้คำตอบมาอย่างรวดเร็วไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เพราะเราคุ้นเคยกับปัญหายาสีฟันหมดมาทั้งชีวิต

ทุกวันเรามีคำถามและคำตอบที่เกิดอย่างรวดเร็วตลอดเวลาและทุกคำตอบก็จะกำหนดการกระทำของเราในแต่ละครั้ง

คำถามที่คุ้นเคย ตอบได้เลยไม่ต้องคิดมาก

แต่คำถามที่ตอบยากมักจะโผล่มาตอนเรากำลังมีปัญหา

มาในเวลาที่กำลังลำบาก

มาในเวลาที่เราต้องไปเจอกับสิ่งที่ยังไม่รู้จัก

มาในเวลาที่เรากำลังจะต้องเลือกเส้นทางแห่งอนาคต

เมื่อ คำตอบ เป็นการกำหนดการกระทำของเรา มันจึงสำคัญมาก เพราะชีวิตเราจะขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น

แล้วเราก็ไม่มีทางรู้อนาคตได้เลยว่าสิ่งที่เราเลือกมันจะออกมาดีไหม

หลายครั้ง เราก็เลือกเอง

หลายครั้ง เราก็ไปขอคำตอบจากคนอื่น

ซึ่งบางคำตอบ เราก็อาจจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

บางคำตอบ เราก็อาจจะไม่ชอบ

และบางคำตอบ ก็อาจจะใช้ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

มันจึงจำเป็นที่เราจะต้องรู้จักตัวเองเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของตัวเราเอง

มีหลายคนเขียนคำปรึกษามาในเพจ เกี่ยวกับการเลือกเส้นทางต่างๆในชีวิต ผมก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบของตัวเองจะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน แต่ก็เข้าใจว่าการได้ฟังคำตอบจากคนอื่นสำคัญมาก เพราะตัวเองก็เคยเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ตกจนต้องไปปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพเหมือนกัน

การจะเลือกเส้นทางต่างๆได้ดี ส่วนหนึ่งก็จะมาจากการที่เรารู้จักตัวเองดีมากๆ เพื่อจะได้นำคำแนะนำเหล่านั้นมาลองวัดชั่งใจกับเหตุผลของตัวเองดู

ไม่ว่าจะเป็นหลากหลายคำถามที่ว่า

จะทำอาชีพอะไรดี

จะต้องมีเงินแค่ไหนถึงจะพอ

จะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะมีความสุข

ถึงคนอื่นจะแนะนำเราได้ แต่ผมเชื่อว่าลึกๆแล้ว

ทุกคนมีคำตอบของตัวเอง

คำถามที่ตอบยาก คำตอบ ของชีวิต

คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน

KNOW YOURSELF THE GOOD AND THE BAD

คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน

ถ้าคุณรู้จักตัวเอง คุณจะหาความสุขได้ง่ายขึ้น

ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร

ทุกอย่างมีผลต่อความสุขของคุณ

สิ่งที่เป็นอยู่ เราอาจจะรู้

แต่มันดีหรือเปล่า

เราอาจจะไม่รู้

เมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้รับโอกาสจาก CEO บริษัทหนึ่งให้ดูแลกิจการ

ซึ่งผมได้พัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการบริหารธุรกิจ

และการพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่เก่งและดียิ่งขึ้น

ภารกิจหนึ่งของบริษัทในตอนนั้นคือ

การเดินสายไปเวิร์กชอบบรรยายให้กับน้องๆ

ที่ยังเรียนอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้พวกเขาได้ค้นหาตัวเอง

และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป ผมและทีมงานได้สร้างสมุดกิจกรรมให้น้องๆแต่ละคน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสคิด

และถามตัวเองว่า สิ่งที่เขาทำได้ดี สิ่งที่เขาชอบคืออะไรบ้าง

ในสมุดเล่มนี้ มีแต่ตัวเลขหัวข้อ ไม่มีคำถาม

เพื่อให้น้องๆต้องค่อยๆคิด และมีสติอยู่กับตัว

โดยการฟังคำถาม และทำกิจกรรมไปด้วยกันเรื่อยๆ

จุดเด่นที่สุดของกิจกรรมนี้ คือการส่งต่อสมุด กิจกรรมของตัวเอง เพื่อวนไปให้คนอื่นเขียนว่า

เจ้าของสมุดเล่มนี้ ดูเป็นคนอย่างไร

จุดนั้นแหละที่ทุกคนจะตกใจมาก

นี่เป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นที่นั่งอยุ่ในห้องประชุมเดียวกันได้มีโอกาสเขียนว่า เขาเป็นคนอย่างไร

จากมุมมองของที่คนสนิท และจากคนที่แทบไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย

ผลที่ออกมาก็คือ คนสนิทก็จะมีโอกาสได้พูดตรงๆว่าเขาเห็นเพื่อนเป็นคนอย่างไร

ส่วนคนไม่รู้จักเลย ก็จะคาดเดาจากสิ่งที่เห็น

ทำให้ทุกคนได้ข้อมูลว่า

คนอื่นเห็นเราเป็นแบบไหน

การที่เพื่อนและคนในครอบครัวเขียนข้อดีข้อเสียของเรา ทำให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าการถามคนที่ไม่รู้จักเราเลย แต่ถึงอย่างไรข้อมูลที่ได้มา

ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะเรามักจะได้ข้อมูลที่น่าประหลาดใจจากคนที่เราไม่รู้จักเสมอๆ ซึ่งมันจะอาจจะใช่สิ่งที่เราเป็นอยู่จริงๆ หรืออาจไม่ใช่เลยก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น หลายคนมักจะบอกว่าผมดูเป็น คนเรียบร้อย เอาจริงเอาจังกับงาน

ความจริงก็คือ ผมไม่ใช่คนเรียบร้อย เพราะเรียบร้อยกับมีมารยาท ไม่เหมือนกัน

แต่ถูกตรงที่ว่าเป็นคนเอาจริงเอาจังกับกับงาน

ดังนั้นมันก็มีความจริงอยู่บ้างในข้อสันนิษฐานนี้

สำหรับคนที่มีบุคลิกซับซ้อน น่าจะได้ข้อมูลที่แปลกขึ้นไปอีก

หลายๆครั้ง บางคนก็ยังแทบไม่รู้จักตัวเองเลย

จึงต้องอาศัยการมองจากคนรอบข้าง

ถึงจะพอรู้จักตัวเองขึ้นบ้าง

หลายแบรนด์ที่บริษัทผมดูอยู่ เขามีความคิดของเขา แต่ภาพลักษณ์ที่สื่ออกไป ไม่ตรงกับความตั้งใจของผู้บริหารเลย

การที่จะรู้ว่าลูกค้าคิดอย่างไร

ก็ต้องใช้การสอบถามคนนอกเพื่อให้เห็นตรงนี้

จะให้คนอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้ามานั่งรวมกันอยูาในห้องประชุม

แล้วมาตอบกันเองว่า

ลูกค้าเห็นเราเป็นอย่างไร

ไม่มีทางได้รับคำตอบที่แท้จริงแน่นอน

แต่แบรนด์ถ้ามีปัญหาเมื่อไร โดนด่าง่ายมาก

ไม่ต้องห่วง สื่อออนไลน์เดี๋ยวนี้ไปเร็วมาก

ต่างกับคนธรรมดาทั่วไปที่เมื่อไม่พอใจ ก็จะไม่ได้พูดทันที

จนกระทั่งมันสายเกินแก้

เอาเข้าจริง การจะมีโอกาสรู้จักตัวเอง

นี่ก็ค่อนข้างยากเหมือนกัน

แต่ว่ามันจำเป็นที่เราควรจะต้องรู้เพราะบางทีตัวตนหลายๆอย่างเราก็มองไม่เห็น

และการได้รับรู้ความจริงจะทำให้เราหาทางพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ถ้าเราไม่รู้ข้อเสีย แล้วเราจะปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้อย่างไร จริงไหม

ทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกคาดหวังให้คนนั้นเป็นแบบนั้นแบบนี้

และด้วยเหตุผลเดียวกัน

ก็คงมีคนอยากบอกคุณเช่นกัน

คงไม่มีใครอยู่เฉยๆ จะเดินไปบอก เขาไม่กล้าพอหรอก

โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณ ยกเว้นเขาจะรัก และแคร์คุณจริงๆ

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน และการใช้ชีวิต

ถ้าอยากรู้ความจริงว่าเราเป็นคนอย่างไร

อาจต้องให้คนสนิทใกล้ตัวช่วยตอบ

ถ้าคนสนิทของเราเริ่มพูดคล้ายๆกัน ในข้อดีและข้อเสียของเรา

แสดงว่ามันอาจเป็นเรื่องจริง

การจะพัฒนาตัวเองได้

หลักการพัฒนาตัวเอง

ต้องรู้ข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง ของตัวเอง

เพื่อที่จะได้รู้ว่า

มีอะไรที่เราจะพัฒนาได้อีกบ้าง

คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน

ไม่มีคำถามก็ไม่มีคำตอบ

เวลาที่เราไปฟังบรรยายกัน

น้อยคนมากๆที่จะกล้ายกมือถามคำถาม

ทั้งๆที่รู้ว่า ถ้าไม่ถามแล้ว ก็คงไม่ได้คำตอบ

ซึ่งคำตอบนั้น มันอาจสำคัญ

อาจจุดประกายอะไรสักอย่างในชีวิตเราก็ได้

คำถามง่ายๆแค่ว่า วันนี้จะกินอะไรดี

บางทียังต้องคิดล่วงหน้าเป็นชั่วโมง

น้อยคนมากๆ จะตื่นมาคิดมาก่อนแล้วตั้งแต่วันก่อน

แล้วต้องตั้งใจไว้แล้วด้วยว่าจะกินอันนี้

วันนี้จึงตอบได้ทันทีว่าจะกินอะไร

นี่แค่เรื่องกินนะครับ!

ผมเป็นครีเอทีฟดีไซเนอร์ที่ทำงานโดยใช้ความรู้สึกและมีความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูง

แต่หลังๆมานี้ เพื่อไม่ให้เป็นการเชื่อใน สัญชาตญาณตัวเองจนเกินไป ผมจะมีการนำเสนอทีมงานและคนรอบข้างเพิ่มเพื่อหาคำตอบว่า

ทำอย่างไรให้งานมันใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบ ให้งานของเราได้ถูกประเมินจากหลายๆสายตาก่อน

ว่ามันยอดเยี่ยมแล้วหรือยัง หากยัง ผมจะนำคำติชมมา ปรับปรุงให้งานดีขึ้น เพราะเมื่อเราโตขึ้น ลูกค้าเรา ก็ใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่นำเข้าไปเสนอ มันต้องดีแล้วจริงๆ

การนำงานให้คนอื่นวิจารณ์

การเอางานที่ตัวเองมั่นใจมากๆว่าดี

ไปให้คนอื่นวิจารณ์นั้น

ต้องใช้ความกล้า

และต้องยอมรับการโดนด่าให้ชิน

คนใกล้ตัวเราเนี่ย เวลาไม่ถามก็จะไม่พูดอะไรเลยนะ แต่เวลาขอให้

ช่วยวิจารณ์หน่อยเท่านั้นแหละ

ด่าได้ไม่เกรงใจ

ซึ่งเวลาที่มีคนอื่นว่า เรา หรือ ผลงาน เรา

มันจะรู้สึกแย่เสมอ

แต่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

เพราะเรามักจะได้รับ คำตอบ

ที่ทำให้คิดต่อได้ทุกครั้ง

ถ้าเรากล้าถาม เขาก็จะกล้าตอบ

เมื่อได้รับคำตอบ

อย่างน้อยเราก็มี โอกาส

นำมาคิดพิจารณาทำให้มันดีขึ้น

แปลว่า ถ้าไม่ถามก็อาจพลาด โอกาส ได้

ซึ่งชีวิตของคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนไปได้

ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งคำถามที่ดีด้วยครับ

ทุกๆวัน ที่เราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ

บางทีเราก็มองไม่ออกว่าจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร

ก็ต้องอาศัยการคุยกับคนอื่น การเรียนรู้จากที่ต่างๆ

เพื่อทำให้เราหาไอเดียใหม่ๆขึ้นมาได้

วันที่ท้อแท้ หมดไฟ และไม่อยากทำอะไร

ลองสำรวจตัวเองดู

บางทีคุณอาจจะกำลังเลิก

ที่จะถามตัวเองแล้วก็ได้ว่า

จะทำอย่างไรให้มันดีขึ้น

แล้วคุณกำลังหลีกเลี่ยงความจริงอะไรอยู่ไหม

เพราะคุณจะสามารถไปต่อได้

ถ้าคุณเปิดตาที่จะเห็น ความจริง

จงออกไปหา คำตอบ ให้มากขึ้น

เห็นปัญหา

ตั้งคำถาม

ใช้ความคิด

หาคำตอบ

แก้ไขปัญหา

ให้เห็นผลลัพธ์

วนไปอย่างนี้

เพื่อให้ชีวิตเคลื่อนที่ต่อไป

คำถาม คำตอบ

อยากได้คำตอบ ต้องเปิดโอกาส

ในเรื่องของการทำงาน

ผมเชื่อในคำว่า รู้เขา รู้เรา

ในมุมของเจ้าของธุรกิจ ผมรู้อยู่แล้วว่าลูกน้อง

แต่ละคนมีข้อดีข้อเสียอะไร อะไรที่เหมาะ และไม่เหมาะกับเขา

เพราะเราสังเกตมาตลอด

แต่การสังเกตตัวเองยากกว่า

ผมเลยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้บอกความในใจแบบไม่เปิดเผย ในการทำ Team Building ปลายปี

ที่ผ่านมานี้ นอกจากเราจะคุยกันเรื่องวิสัยทัศน์

เป้าหมาย สิ่งที่ทำผ่านมาร่วมกัน งาน ปกติแล้วทุกปีจะต้องมีช่วงเวลาให้ทีมได้สร้างอะไรร่วมกัน แต่ปีนี้ไม่ครับ

ผมเปลี่ยนเป็นการสร้างโอกาสให้เขาได้รับรู้สิ่งที่ คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวของเขาเอง ทั้งข้อดี และข้อที่ อยากให้ปรับปรุงให้ดีขึ้น

โดยที่ตอนคิดกิจกรรมนี้ ผมแค่อยากทำอยากรู้ จริงๆอยากเปิดโอกาสให้ลูกน้องที่ใกล้ชิดได้ต่อว่าเราบ้าง เพื่อให้ผมมีโอกาสพัฒนาตัวเองให้เป็นหัวหน้าที่ดียิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ทีมเราทุกคนจะได้รับรู้ความจริงในแบบที่เขาควรจะรู้ เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น

เพื่อลดขั้นตอนของความรุนแรง ผมก็ให้ทุกคนเขียนข้อความพับใส่กล่องโดยไม่ต้องใส่ชื่อผู้เขียน หลังจากนั้นจึงเรียกมานั่งรวม

ค่อยๆหยิบกระดาษขึ้นมาทีละใบ

อ่านคำวิจารณ์ทีละคน ให้ทุกคนฟังพร้อมๆกัน

และแล้ว เราก็เปิด ความจริง มาคุยกัน

เริ่มจากลูกพี่ก่อน

ในใจผมคิดว่า

มาเลย ผมคิดกิจกรรมเอง ผมพร้อมมาก

เอาละนะ ผมเป็นคนที่

ข้อดีเยอะแยะมากมาย

แต่ข้อเสียของผมก็คือ

จริงเหรอเนี่ย?

ตอนได้ยินข้อเสียของตัวเอง มันเจ็บดี

แบบนอยด์ไปเลย

คือหลายๆอย่างเราก็พอรู้ตัว

แต่พอได้เห็นว่า หลายๆคนก็คิดแบบเดียวกันด้วย

มันแอบซึมเหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ผม แต่ในทีมยังมีจ๋อย

เพราะถึงจะมีข้อดีแค่ไหน เวลาได้ยินข้อเสีย มันจะลืมข้อดีที่ได้ยินมาไปหมด

ความรู้สึกจะไปจดจ่ออยู่แต่ข้อเสียเรื่องนั้น ซ้ำไปซ้ำมาในหัวอยู่นั่น

ตอนแรกผมก็คิดว่าทำถูกป่าว ที่มาทำแบบนี้

แต่สุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก

ทุกคนก็ดีขึ้นจริงๆ รวมถึงตัวผมเอง

เหมือนเรารู้ว่าตัวเองมีข้อเสียตรงไหน ถ้าพิสูจน์ ตัวเองและเอาชนะมันได้ เราก็จะเติบโตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

คุณเองก็ทำได้

ลองถามครอบครัวหรือเพื่อนสนิทดูว่า

เขาชอบอะไรเกี่ยวกับตัวเรา

และเขาคิดว่าเราจะดีกว่านี้ได้อย่างไร

ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน

แต่ต้องแน่ใจนะว่าเรารับได้จริงๆ

ไม่ใช่ไปโกรธเขา

ของแบบนี้ถ้าไม่ถามก็ไม่รู้

เพราะคงไม่มีใครที่อยู่ดีๆ ก็จะเดินมาบอกแน่นอน

แต่เชื่อเถอะว่า ทำแล้วมันดีแน่ๆ

ถึงจะทำให้รู้สึกไม่ดีในช่วงแรกก้ตาม

ข้อเสียของผม คือเป็นคนทำอะไรก็ อิน เกิน

จนทำให้บางทีก็ทำอะไรใจร้อน ขี้หงุดหงิดง่ายได้เหมือนกัน

พยายามปรับอยู่ครับ

The truth will set me free, but first it will piss you off.

ความจริงจะทำให้คุณเป็นอิสระ แต่ก่อนอื่นมันจะทำให้คุณโมโหสุดๆ

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

เพราะแบบที่ว่า สมบูรณ์ อยู่ที่มาตรฐานของแต่ละคน

เราอาจเติบโตขึ้นและก็ได้พบว่า

จริงๆแล้วคนที่เรามองว่าเป็นฮีโร่ หรือ ไอดอล ก็อาจจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีข้อผิดพลาด มีความเปราะบาง และก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง

แต่กระนั้นเอง หลายๆครั้งเมื่อได้ค้นพบความจริงว่าพวกเขาไม่ได้สมบูรณ์แบบ เรากลับรู้สึกผิดหวังซะงั้น ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และเมื่อกลัวความผิดหวังจากคนอื่น ก็ทำให้หลายๆครั้ง คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะเป็นตัวเอง

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

ไม่นานนี้ ผมได้ดูซีรี่ส์ชื่อว่า Famous in Love เรื่องนี้ทำให้ผมได้รู้จักนางเอกที่ชื่อ Bella Thorne เป็นครั้งแรก เธอเป็นนางเอกสาวที่สวยมาก แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ บทบาทในเรื่อง เธอเป็นคนธรรมดาตั้งใจเรียน ที่ได้กลายเป็นดาราดัง เพราะความสามารถของตัวเอง เป็นเรื่องราวที่เป็นแบบอย่างที่ดีของความพยายามก็ว่าได้

ดังนั้น เมื่อผมเซิร์ชใน Google ก็เจอ Instagram ของเธอ แล้วเข้าไปส่องก็ตกใจพอสมควร เพราะสิ่งที่เราเห็นในหนัง มันช่างผิดกับตัวจริงที่เธอแสดงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากภาพลักษณ์นางเอกผมทองสะอาดสะอ้าน กลายเป็นผู้หญิงเปรี้ยวซ่า เจาะจมูก เจาะหู ย้อมผม สีจัดจ้าน แต่งตัวโป๊เปลือย แยกขาถ่ายภาพ จูบผู้หญิงด้วยกัน แว๊กซ์บิกินีลง Snapchat อัดคลิปกินกล้วยตอนเมา ถ่ายวิดิโอตอนถอดเสื้อผ้าบ้าง จนทำให้สงสัยว่า นี่หรือนางเอกที่เคยเห็น

ยอมรับว่าตอนแรกที่เห็นเบลล่าก็ผิดหวัง ว่าทำไมเธอถึงไม่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีกว่านี้ ทำไมทำตัวดูไม่ดี ทั้งๆที่เธอมีโอกาสที่จะสร้างภาพให้ดูดีกว่านี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อมาอยู่ในจุดที่ทั้งโลกจับตามองและกำลังเป็นตัวอย่างให้คนอายุน้อยทั้งโลกแบบนี้

และเมื่อค้นหาคำตอบจากคำถามที่ว่า คำตอบ ก็มา เบลล่าบอกว่าสมัยที่เธอเป็นดาราในช่อง Disney สิ่งเธอเป็นมันไม่เคยดี Disney สั่งเธอว่า อย่าเป็นตัวเอง ให้เป็นคนทีในสายตาคนดูก็พอ เมื่อเธอหมดสัญญากับ Disney แล้ว เธอจึงสามารถเป็นตัวเองได้ และเธอก็เลือกที่จะเป็นแบบนั้นจริงๆ หลายคนถามว่า เธอเป็นบ้าหรือเปล่า แต่เธอก็ยืนยันว่า นี่แหละฉันเอง ที่ผ่านมา คุณแค่ไม่เคยเห็นว่าฉันเป็นคนอย่างไร หลายคนเลือกที่จะเกลียดเธอ ชอบเธอ แต่สุดท้ายแล้ว นี่ก็คือตัวตนที่แท้จริงของเบลล่า ชอบไม่ชอบ เธอก็อยากที่จะเป็นตัวจริงในรูปแบบของเธอเองที่ชอบแต่งตัวโป๊ พูดไม่เพราะ นิสับเหมือนจะแย่ แต่มีผลงานแบบนี้แหละ เธอถึงขนาดชอบถ่ายรูปหน้าสดเห็นสิวชัดๆ เพื่อที่จะบอกว่าที่ผ่านมา เธอแต่งหน้าหนามากตลอด เธอกำลังพยายามรักษาหน้า และตอนนี้หน้าก็ดีขึ้นแล้วเห็นไหม

มันเป็นสิ่งที่ห่างไกลคำว่าสมบูรณ์แบบ เพราะสำหรับคนทั่วไป คำว่าสมบูรณ์แบบคือห้ามมีสิว ห้ามมีริ้วรอย เธอกลับกล้าเปิดความจริงให้เห็นเสียอีก ล่าสุดเธอถ่ายรูปนู้ดกับนิตยสาร GQ เบลล่าขอร้องนิตยสารว่า อย่ารีทัชรูปนะ เพราะเธออยากให้คนเห็นตัวเธอจริงๆในแบบที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และอยากให้ทุกคนรู้ว่า ความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรที่น่าอาย เธอทิ้งท้ายไว้ว่า ฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นตัวเองจริงๆก็เท่านั้น ถึงจะมีคนด่าว่าเธอแค่ไหน หรือแม้ว่าจะมีคนไม่ชอบความจริงของเธอมากเท่าไหร่ ไม่ว่าเราจะอยากให้คนอื่นสมบูรณ์แบบอย่างที่ตัวเองต้องการมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครทำได้หรอกครับ จริงไหม?

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จริงไหม
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จริงไหม

คำตอบ คือ ความจริงตอนนี้ไม่ใช่ความจริงตลอดไป

เด็กคนนี้มันมีปัญหาเยอะเหลือเกิน จะทำอย่างไรกับมันดี ไมค์เป็นลูกชายคนโต เขาเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน คุณแม่ใหม่นั้นก็ดูไม่สนใจอะไร นอกจากเรื่องเงินกับความสวยความงาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตั้งแต่พ่อแม่หย่ากัน ไมค์จะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมพูดจา ไม่มองหน้าใคร หลังๆอาการชักจะหนักขึ้น เขาเริ่มไม่ไปเรียน ไม่แม้แต่จะลงมาทานข้าว ทำให้แม่ใหม่ยิ่งเกลียดเขาเข้าไปใหญ่

ส่วนคุณพ่อนั้นประสบความสำเร็จอย่างมากในหน้าที่การงาน แต่แทบไม่ได้กลับบ้านและเขามองว่าที่ลูกชายเป็นแบบนี้ คือพฤติกรรมของวัยรุ่นอายุ 15 ทั่วไป ไม่เห็นจำเป็นจะต้องกลัวกังวลอะไรมากมาย

วันหนึ่งไมค์ขอพูดกับคุณพ่อของเขา

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาขอให้คุณพ่อช่วยซื้อตั๋วเดินทางเพื่อไปหาคุณแม่ผู้ให้กำเนิด ในใจเขาคิดว่า ถ้าไปถึงเมื่อไหร่ จะไม่ขอกลับมาเหยียบบ้านนี้อีก แต่แล้วเมื่อไปถึง ก็ต้องพบกับความจริงว่า คุณแม่แต่งงานมีครอบครัวใหม่แล้ว และพวกเขา กำลังรอคอยเด็กที่อยู่ในท้อง ซึ่งเป็นน้องต่างพ่อของไมค์นั่นเอง

คุณแม่ของเขาตกลงให้ที่พักชั่วคราว แต่ไม่สามารถรับไมค์มาอยู่ด้วยได้ และได้ส่งตัวเขากลับคืนบ้านที่เขาคิดไม่อยากจะกลับไปอีก มันคือความจริงที่เจ็บปวด เขาไปไหนไม่ได้ และไม่ได้เป็นที่ต้องการของใครเลย ไมค์ใจสลาย เขาต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน ที่ไม่เหมือนบ้าน อยู่กับแม่ใหม่ที่ทำท่ารังเกียจ และไม่สนใจใยดีในตัวเขา ไมค์จึงกลายเป็นเด็กซึมเศร้าและต้านโลกหนักไปกว่าเดิมอีก เวลาไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไปเพราะเขาไม่รู้จะอยู่เพื่ออะไรอีกแล้ว

ความเป็นจริงแล้ว บรรดาหมู่ญาติไม่เคยเพิกเฉยกับเรื่องนี้เลย คุณยายดูเป็นกังวลที่สุด เมื่อหลานชายคนหนึ่งที่เคยฉลาดสดใส อยู่ดีๆก็หายหน้าหายตาไป ไม่แวะมาหาอีก เธอจึงตัดสินใจจัดงานปาร์ตี้ประจำครอบครัวให้มาพบปะกัน โดยเน้นย้ำว่าไมค์ต้องมางานนี้ด้วย

ไมค์โผล่มาในงานด้วยใบหน้าซีดเซียว ซูบผอม ผมยาวรกปรกหน้า ไม่มีรอยยิ้มโผล่ให้เห็นบนหน้าของเขา อาการแย่กว่าที่ทุกคนคิดไว้มาก หลังจากได้ที่เรียกหลานมาคุยเป็นการส่วนตัว คุณยายก็ต้องตกใจ เมื่อได้เห็นข้อมือของหลาน ที่มีแผลเป็นจางๆเส้นบางๆอยู่เต็มข้อมือ เขาทำแบบนี้มานานแล้ว แค่ไม่มีคนสนใจมองมันเท่านั้น คุณยายจึงตัดสินใจว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ครอบครัวไม่สนใจเขา คุณยายจึงขอดูแลเขาเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณยายนำมาปรึกษาหมู่ญาติ จนกระทั่งมีภรรยาของคุณอาเป็นคนอาสามาดูแลไมค์

หลังจากนั้นไม่นาน ไมค์ก็ได้ย้ายไปอยู่ในบ้านชานเมืองที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงกับครอบครัวของอา ที่สามีภรรยาช่วยกันทำงาน และยังมีลูกสาวอีกสามคนที่ซุกซนแต่ก็น่ารัก ไมค์ได้เข้าอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยกฏที่สำคัญมาก นั่นก็คือ เขาต้องทำงานและต้องลงมาทนข้าวด้วยกันทุกครั้ง มันไม่ง่ายสำหรับเขาเลยที่ต้องมาอยู่กับครอบครัวอื่นแบบนี้โดยเฉพาะครอบครัวที่ดูรักกันดีและอบอุ่น

เขาไม่ชินเอาเสียเลย ไมค์ยังคงเกเร ขังตัวเองอยู่ในห้องบ้าง ไม่ลงมาทานข้าวบ้าง ไม่ไปทำงานบ้าง แต่ด้วยความใจดี และความเข้าอกเข้าใจของอาสาวกับครอบครัวของเธอ เป็นเวลากว่าสองปี มันค่อยๆทำลาย กำแพงความเย็นชา จากการถูกหมางเมินมาตลอดชีวิต ไมค์ค่อยๆเปิดใจและในที่สุดเขาก็เริ่มออกจากโลกส่วนตัว กลับมามีรอยยิ้มกว้างได้อีกครั้ง เมื่ออายุ 19 ปี ไมค์ก็ได้ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของคุณอา นั่นก็คือกลับเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาใหม่อีกครั้ง เขาเลือกที่จะไปสอบเข้าหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดังที่สุดในโลกด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งนั่นก็คือ Ecole 42 ที่มีคู่แข่งหลั่งไหลมาสอบจากทั่วโลก

แต่เขาก็สอบไม่ผ่าน ทั้งๆที่ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะมันยากมากแต่ทุกคนก็อยากให้เขาได้เข้าไปเรียนที่นี่จริงๆ ไมค์และครอบครัวของอาเสียใจมาก จนกระทั่งโทรศัพท์สายหนึ่งดังขึ้นมากลางบ้าน

ในวันถัดมา นี่เป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นที่ Ecole 42 โทรมาเรียกไมค์ให้กลับไปทดสอบรอบพิเศษอีกครั้ง เขามองว่า ถึงไมค์สอบไม่ผ่านก็จริง แต่เขาก็มีอะไรบางอย่างในตัวที่ไม่ธรรมดา

ปัจจุบันไมค์ได้เข้าศึกษากับมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก จากเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ทุคนเคยถอนหายใจพูดเกี่ยวกับเขาว่า จะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ดีเนี่ย อยู่ไปวันๆหน้าตาดูไม่ได้เลย เป็นภาระมากเลย

ผมรู้เรื่องนี้มาตลอดเพราะใกล้ชิดกับครอบครัวคุณยายมาก และหลังจากกลับจากปารีส ก็ยังคงติดตามข่าวอยู่เสมอ น้องไมค์เพิ่งสอบได้ปีที่แล้ว ล่าสุดน้องเพิ่งเปลี่ยนสีผมจากสีผมดำ ไปเป็นสีบลอนด์เขียวสด ดูกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตเลยทีเดียว เรื่องนี้ทำให้ผมสงสัยว่า จะเป็นไปได้ไหม ที่บางคนอาจจะมองไม่เห็นตัวตนแท้จริงของตัวเอง เพราะเขาไม่เคยเปิดตามองเลย สิ่งที่ไมค์ไม่เห็นในตอนแรกก็คือ ตัวเองเป็นคนเก่งคนหนึ่ง และเขาไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เขาได้พบเจอกับความจริงในรูปแบบใหม่ในที่สุด

ดังนั้น ความจริงในอดีตไม่ได้เป็นตัวกำหนดอนาคตเสมอไป ไมค์ไม่ได้เป็นเด็กที่ล้มเหลวเกเรตลอดไป ดังนั้น อย่างเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจใครแม้กระทั่งตัวเองครับ เพราะความจริงตอนนี้ ไม่ได้แปลว่ามันจะจริงตลอดไป

ความผิดพลาดจะทำให้เราได้พบกับคำตอบ

ต้องเจ็บถึงจะจำ

ผมเชื่อว่า คนเราต้องเจอบทเรียนเจ็บๆก่อน ถึงจะจำครับ เวลาที่ผมรู้สึกได้ถึงการ พลาด ครั้งยิ่งใหญ่ มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆตอนขับรถครับ เพราะตัวเองเป็นคนขับรถตาม Google Maps แล้วเวลาเราถึงถนนที่มีทางแยกสามเส้น แต่ในแผนที่มันมองไม่เห็น มันเห็นเป็นเส้นเดียว แล้วเราต้องใช้สัญชาตญาณของตัวเอง เลือก 1 ใน 3 ซึ่งผมมักจะเลือกเส้นทางผิดเสมอ

เมื่อตัวเองพลาดบ่อยเข้า ก็อยากจะตีตัวเองให้จำให้ได้เสียที บางทีเลี้ยวพลาดนิดเดียว แทนที่จะไปถึงจุดหมายใน 10 นาที กลายเป็น 45 นาทีเฉยเลย เวลาที่เราต้องเสียไปในรถติด ทั้งที่เลี้ยงผิดทีเดียว นี่มันน่าโมโหตัวเองจริงๆ ความผิดพลาดทำให้ผมเจอกับความจริงว่า เราต้องพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่มัวแต่พึ่งเทคโนโลยีแบบนี้

ช่วงหลังๆ ผมจึงบังคับตัวเองให้จำทุกเส้นทางหลักและทางลัด เมื่อจำได้แม่นบางครั้งถึงขั้นพูดได้เลยว่า Google Maps มันพาอ้อม พาเลี้ยวผิด การล้มเหลวจึงเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เรากลับมาหา คำตอบ ที่เหมาะกับตัวเองครับ เพราะบางทีชีวิตเราอาจจะฟังคนอื่นมากเกินไป ทำให้เราไม่ได้ฉุกคิดก่อนทำอะไรเลย ทำไปแบบเคยชิน เพราะได้ยินแบบนั้น หากไม่ได้ลองทำอะไรผิด ก็จะไม่เจอบทเรียนให้จดจำ

การอ่านหนังสือก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คุณ ประหยัดเวลาในการทำเรื่องผิดพลาด แต่อย่างไร คุณก็จะต้องเจอมันอยู่ดี เพราะคุณหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ได้เลยถ้าอยากจะเก่งขึ้น ไม่มีอะไรที่จะสอนให้เรารู้ซึ้งได้ดี เท่ากับการทำอะไรพลาดด้วยตัวเอง ดังนั้นจงฉลองให้การเจ็บเพื่อให้เราได้จำ แล้วทำให้ได้พบกับ คำตอบ ในแบบของตัวเองครับ ว่าที่ผ่านมาเราพลาดอะไรไป เพราะอะไร

คำตอบและความจริงมีหลายรูปแบบ

ปีนี้ผมลองทำอะไรใหม่ๆ ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยสนใจหลายอย่างเหมือนกันครับ เริ่มจากการดูไพ่ทาโรต์ พอดีน้องที่ออฟฟิสซื้อมาทิ้งไว้ ผมเห็นมันถูกวางไว้เฉยๆ เลยลองหาวิธีดูเผื่อจะได้กิจกรรมใหม่ไว้ทำในออฟฟิสเวลาเลิกงานบ้าง แต่พอหาข้อมูลไปมา เขาบอกว่าไพ่ดูดวงนี่สำรับใครสำรับมัน เราก็เป็นคนที่ตั้งใจอะไรก็ต้องทำ เราเลยไปหาซื้อเองครับ

ไพ่สำรับใหม่ในเอเชียบุ๊คส์ ซึ่งเราไม่สามารถแกะดูด้านในได้ ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้เรื่องไพ่ เราก็เอาดีไซน์มาตัดสินครับ มีกล่องหนึ่งสวยเตะตาน่าสะสมมาก ดูขลังนิดๆสีแดงเข้มตัดกับทองดูอียิปต์สุดๆเหมาะสำหรับเก็บไว้ที่บริษัทดีไศน์ ผมก็เลยได้ซื้อสำรับที่เขียนว่า New Vision มา

ตอนกลับมาบ้านแล้วแกะกล่อง ผมก็คาดหวังที่จะได้เห็นการ์ดต้นฉบับใช้ง่าย ดีไซน์งามๆทำจากการ์ด พลาสติกเนื้อดีในกล่องสุดสวย แต่พอเทออกมาคลี่ดูก็ต้องช็อค

ใครเคยดูไพ่ทาโร่ต์น่าจะพอรู้จักไพ่เบสิคกันนะครับ เช่น The Lovers เราก็จะเห็นคู่รักในไพ่ ผู้หญิงยืน อยู่ด้านซ้าย ผู้ชายยืนอยู่ขวา ด้านบนมีเทวดากางปีก

เพราะแทนที่จะเห็นภาพนี้ กลับเป็นเห็นแต่ข้างหลัง ภาพนี้เลย เราจะได้เห็น มุมมองใหม่ จาก ด้านหลังภาพ ของคู่รักคู่นี้ รวมไปถึงด้านหลังของ เทวดา ด้วย ได้เห็นว่าพวกเขากำลังมองอะไรอยู่ ปกติด้านหน้ายังแทบไม่รู้จัก เจอด้านหลังเข้าไปซะงั้น แล้วทั้งสำรับไพ่ ก็เป็นมุมมองใหม่ทั้งสำรับ ทุกภาพ เห็นแต่มุมอื่น ที่ไม่ใช่มุมที่เคยเห็นทั้งหมด

นักออกแบบก็ช่างจินตนาการเสียจริง บางภาพที่ ด้านหน้าดูธรรมดา แต่ด้านหลังกลับมีภาพที่เราคาดไม่ถึงหลบซ่อนอยู่ เช่น ไพ่ The Magician ที่มีลิง แอบซ่อนอยู่ด้านหลังผ้าคลุมอะไรแบบนี้

เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดเจนมากครับ ว่าสิ่งที่เราเคยรับรู้มาด้านเดียว ยังมีมุมอื่นๆที่เราไม่เคยรู้อีกเยอะ

นอกจากการเริ่มสนใจในไพ่ทาโรต์แล้ว ผมก็ยังเริ่มทำอาหารด้วย จริงๆผมไม่ชอบทำอาหาร เพราะตอนเด็กๆเคยทำแล้วไม่อร่อย ด้วยความเข็ด แต่ที่กลับมาทำเพราะว่ามีงานเข้ามาให้ผมคิดคอนเซ้ปตืเกี่ยวกับการ ช็อป ในโซนเครื่องทำอาหาร ในห้างรูปแบบใหม่ ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ในการเลือกซื้อของใช้เครื่องครัวให้แตกต่างจากห้างอื่นๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน คนที่ทำอาหารไม่เป็นให้ไปคิดงานเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ บอกได้เลยว่าต้องฝืนใจสุดๆ และผมก็ได้คิดงานที่มาจากมุมมองตัวเองคนเดียว ที่ ไม่ทำ และ ไม่ชอบ อาหารก็เอาความคิดฝืนๆไปเสนอโครงการกับลูกค้า ไม่ต้องบอกก็คงพอคาดเดาได้ว่าจะพังขนาดไหน

หลังจากที่โดนรื้อกระดานไปรอบแรก ผมก็กลับมาพิจารณาตัวเอง ถ้าเราจะทำงานนี้ได้ เราต้องเข้าใจคนทำอาหารก่อน

จากวันนั้น นอกจากจะเเค่มองและศึกษาอย่างผิวเผิน ผมก็เริ่มลงมือทำเพื่อให้เข้าใจคนทำอาหาร จากวันนั้น นอกจากจะแค่มองและศึกษาอย่างผิวเผิน ผมก็เริ่มลงมือทำเพื่อให้เข้าใจคนทำอาหาร เริ่มดู วิธีการทำอาหารในเวลาว่างและก่อนนอน ลองเข้า ตลาด เพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำ สอบถามคนที่ทำอยู่แล้ว ว่าเขาเริ่มจากอะไร

จากการตั้งใจที่จะ เข้าใจ จริงๆ และลงมือทำ จริงๆ ผมก็ขายงานผ่านตนได้ในรอบที่สอง

เพราะตอนนี้ ผมเข้าใจเเล้วจริงๆว่าทำไมการทำอาหารมันดี ไม่ใช่คิดไปเองเออเองในมุมมองของตัวเองคนเดียว โดยยังไม่ได้ลองพยายามอะไรอย่างเต็มที่

กับตัวเราเองที่คิดว่ารู้แล้ว คิดมาดีแล้ว พอเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็ทำให้เห็นอะไรได้มากขึ้นอีกเพียบ

ทุกวันนี้ขายงานผ่านแล้ว ผมก็ยังทำอาหาร เพราะเริ่มชอบ รู้สึกดีที่ได้ทำอาหารกินเอง จริงๆแล้ว ถ้าคุณเป็นคนทำอาหารนี่ คุณเก่งมากเลยนะรู้ไหม เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะ กว่าจะเลือกซื้อ เตรียมของ ทำอาหาร แถมยังต้องมาล้างอีก ผมเลยทำเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์

การได้ทำอาหารกับครอบครัวเหมือนเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างหนึ่งเลย ทำแล้วคนที่บ้านชอบกินก็ดีใจ ก็เลยทำให้อยากทำต่อไปเรื่อยๆ สมัยผมทำงานใหม่ๆ ตอนอยู่บ้านคุณแม่ ผมจะมีพี่เลี้ยงทำอาหารให้ทาน แล้วเราจะชินกับการที่ตื่นมามีอาหารรอไว้ให้กินสบายๆ

ผมจำได้แม่นเลยว่าตัวเองจะใช้เวลาทานอาหารไม่ถึงห้านาที เพราะจะเป็นเวลาที่เราแต่งตัวเสร็จแล้วรีบทาน รีบออกไปทำงาน ดังนั้นก็จะตัก กิน เร็วๆ กินไม่เยอะ แล้วก็ขอบคุณพี่ที่ทำอาหารให้อย่างรวดเร็วก่อนจะออกไป ซึ่งพี่เขามักจะพูดเสมอว่า ทานอะไรเหมือนแมวดม ทานเยอะๆหน่อยสิ

ซึ่งผมก็มักจะตอบเสมอว่ารีบ อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ออกจากบ้านไป สิ่งที่ผมไม่ได้สัมผัส และไม่ได้รู้สึก คือความรู้สึกที่พี่เขารีบตื่นมาแต่เช้าทุกวัน มาจ่ายตลาด คิดเมนู มาทำอาหารให้ผมทาน ผมแค่อยากเห็นเราชอบอาหารของเขา มีความสุขกับการได้กินอาหารที่เขาทำ แซวเรา เพราะอยากให้ทานเยอะๆ เพราะเขาตั้งใจทำให้ แต่ผมกลับไม่คิดถึงตรงนี้เลย เพราะคิดว่าพี่เขาก็ทำหน้าที่เขา เราก็กินไป

คิดถึงแต่มุมของตัวเอง เรื่องของตัวเอง ไม่เคยสนใจจะมองจากมุมอื่นๆบ้าง เลยไม่เคยเจอคำตอบใหม่ๆ

จนกระทั่งวันที่ตัวเองเข้าใจจริงๆเพราะได้มาอยู่ตรงนี้ จุดนี้ จุดที่ตัวเองเป็นคนทำอาหารให้คนอื่นกิน ถ้าคนในบ้านรีบๆมา รีบๆไป ไม่ใส่ใจที่เราทำ เราคงรู้สึกเสียใจมาก คงรู้สึกว่าความพยายามที่เราทำไปมันไร้ค่า มันไม่มีคนเห็นและถ้าไม่ได้ต้องทำเพื่อคนอื่นหรือเพื่อตัวเองก็คงเลิกทำไปเลยด้วยความรู้สึกน้อยใจ และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลให้พี่เขาไม่ค่อยอยากทำอาหารให้ผมกินเท่าไหร่ บางวันก็แกล้งทำเป็นลืมไปเลย

มีหลายอย่างบนโลกนี้ ที่ต้องอาศัยคำตอบจากหลายๆมุมมองครับ ไม่ว่าจะเป็นภาพด้านหน้า หรือด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นคนทำอาหาร หรือคนทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นลูก หรือคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า หรือลูกน้อง ทุกคนมีมุมมองเป็นของตัวเองทั้งนั้น

การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ การเข้าใจคนอื่นทำไปเพราะอะไรจะทำให้เราเติบโตทางความคิดมากขึ้น มีไอเดียใหม่ๆมากขึ้น และจะสามารถรับมือกับความจริงบนโลกใบนี้ได้ง่ายขึ้น พอเข้าใจแล้ว คุณก็จะได้คำตอบเองว่า ทำไมทุกวันนี้ มันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมหลายๆอย่างถึงเปลี่ยนไป ทำไมมันถึงไม่ผ่านสักที กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ กับคนนี้ที่เราต้องเจอ กับสถานการณ์แบบนี้ มันคุ้มค่าไหม แล้วเราจะอย่างไรต่อไปดี

สังเกต ทำความเข้าใจ ทั้งเขา ทั้งเรา มองจากหลายๆมุมมอง ความจริงก็มีหลายเวอร์ชั่น อยู่ที่ว่าเราจะมองแบบไหน คิดแบบใคร ศึกษาจากที่ไหน และถามจากใคร กับหลากหลายปัญหา กับสิ่งที่อยากสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ลองมองหลายๆมุมค่ะ ปรับใช้ทุก คำตอบ เพื่อให้เจอกับความจริงที่ต้องการ

คนที่คุณคนคบ คือคำตอบของอนาคตคุณ

ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปเพราะคนที่คุณเลือกคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟน หรือ คนรัก เราย่อมอยากดูดีในสายตาคนที่เรารักเสมอ คำถามก็คือ คนที่เรารักให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนด ค่านิยาม ในการคบกันครับ แล้วมันสำคัญมากจริงๆ

การที่คนรักเห็นว่าสิ่งที่คุณทำ สิ่งที่เป็นอยู่นั้น ดีงาม จะเป็นพลังให้คุณทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าเขามอกว่าการ สู้ชีวิต คือสิ่งที่ดี เขาก็จะช่วยสนับสนุนให้คุณเป็นนักสู้ ถ้าเขาเชื่อในเรื่องของ ความฝัน เขาก็จะผลักดันให้คุณได้ทำมันขึ้นมา ถ้าเขามอกว่า การช่วยเหลือคนอื่น เป็นสิ่งที่ดี เขาก็จะสนับสนุนให้คุณเป็นผู้ให้ ถ้าเขามองว่าการ ทำตามหน้าที่ คือสิ่งที่ควรทำ เขาก็จะเชียร์ให้คุณสู้ต่อไป แต่ หากเขามองว่ามันขัดกับความเชื่อของเขา เขาก็จะไม่เห็นด้วย และจะทะเลาะกับคุณ ไม่ให้คุณทำสิ่งเหล่านั้น ถ้าคุณรักเขามาก และไม่อยากทะเลาะกับเขา คุณก็อาจจะเลิกที่จะทำสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ทั้งความฝัน หน้าที่ การเป็นผู้ให้ และการทำสิ่งที่ควรทำ

คนรัก คือคนที่คุณยอมให้เขาแทบทุกเรื่องมากกว่า คนอื่นๆเพราะเขาคือคนสำคัญของคุณ ถ้าต้องการให้ความสัมพันธ์ไปรอด หลายๆครั้งคุณก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง ดังนั้น ในชีวิตหนึ่งควรจะคิดไตร่ตรองให้ดีๆ ก่อนจะมีใครสักคนมาเคียงข้าง

คนรักจะเป็นคนที่คุณใช้เวลาอยู่ด้วยแล้วเป็นตัวเองมากที่สุด ถ้าช่วยกันคิดสนับสนุนในทางที่ดี ชีวิตก็จะดีขึ้น แต่หากไม่ดี นอกจากจะทำให้เราเสียใจแล้ว อาจสามารถทำลายชีวิตเราให้พังลงอีกด้วย ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก แต่ตัวเองก็มีประสบการณ์ในการคบกับคนที่ทำให้ผมไม่ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ด้วยความที่เราเคยรักเขา เราก็คิดว่าสิ่งที่เราเคยเป็นนั้นมันทั้งดี ทั้งๆที่หลายๆอย่างก็ออกจะชัดว่า มันไม่ดี

แล้วเราก็จะได้เห็นความจริงก็ต่อเมื่อเวลานั้นผ่านพ้นไป

ถัาใครยังต้องเป็นโสด เพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ ผมก็อยากสนับสนุนให้เป็นโสดต่อไป เห็นเพื่อนหลายคนต้องเลิกรากัน เพราะเวลาที่คบไม่ได้คิด ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องแบบนี้ มันมีผลอย่างมากกับความสุขระยะยาวจริงๆ

เราจะเป็นตัวเองได้มีความสุขที่สุดต่อเมื่อเราได้เจอคนที่ให้คุณค่ากับสิ่งเดียวกัน แล้วความสำเร็จของเราก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ด้วย

ดังนั้น ถ้าโสด จงเข้มแข็ง จนกว่าจะเจอคนที่ใช่ ถ้ามีแฟนแล้ว จงดูก่อนปักหลักกับเขา มันอาจยังไม่สาย แต่ถ้าแต่งงานไปแล้ว คุณได้เลือกแล้ว ผมอาจแนะนำได้ไม่ดีพอ ก็ขอส่งกำลังใจให้พยายาม ประคับประคองให้ดีที่สุด เพราะคุณถอยหลัง ไม่ได้แล้วกับคู่ชีวิตที่เลือกมา

สิ่งที่พอทำได้คือ พยายามค้นหาตัวตนอีกครั้ง พยายามอย่าให้ตัวตนหายไป พยายามใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองพอทำได้ พยายามนึกถึงคุณค่าในวันที่คุณเพิ่งได้เจอกับเขา มันต้องมีอะไรที่ทำให้คุณรักในตัวเขา ทะเลาะกันให้น้อย เข้าใจให้มากขึ้น และพยายามมีความสุชกับชีวิตที่พอทำได้

คนที่คุณเลือกคบ มีผลต่อชีวิตคุณ


Like it? Share with your friends!

What's Your Reaction?

hate hate
0
hate
confused confused
0
confused
fail fail
0
fail
fun fun
0
fun
geeky geeky
0
geeky
love love
0
love
lol lol
0
lol
omg omg
0
omg
win win
0
win

Comments

comments

0 Comments

Your email address will not be published. Required fields are marked *